เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๕ มิ.ย. ๒๕๖๖

เทศน์เช้า วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๖

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน วันแสวงหาบุญกุศลใส่หัวใจของตน ใส่หัวใจของตนนะ คนที่ฉลาด

คนที่เซ่อ จะว่าโง่ หยาบเกินไป คนที่เซ่อ เขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็น ความจำเป็นของเราหาอยู่หากินในชีวิตของเราในชีวิตประจำวันนี้ นี่เป็นหน้าที่การงานของเรา

เราเกิดมาแล้วมีครอบครัว ลูกเต้าหลานเหลนเราต้องประสบความสุข

ใช่ เราต้องสอนให้ลูกเราฉลาด อย่าให้เป็นเหยื่อของสังคม

แต่ถ้าฉลาดขนาดไหน ฉลาดในพระพุทธศาสนา ฉลาดเพื่อหัวใจของตนเองไง ไม่ใช่ฉลาดเพราะว่าแสวงหามาเพื่อปรนเปรอกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

ในใจของตนมันไม่มีวันพอหรอก กิเลสล้นฝั่ง โลกทั้งใบปกครองคนเดียวก็ไม่พอ มันจะเอาจักรวาลอีกน่ะ มันไม่มีเมืองพอ คำว่า ไม่มีเมืองพอ” มันไม่ใช่ปัจจัยเครื่องอาศัย

ชีวิตมันต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย มีปัจจัย ๔ ดำรงชีวิต สิ่งมีชีวิต สัตว์มันต้องมีอาหารของมัน มันต้องมีอากาศของมัน มันถึงดำรงชีวิตของมันได้ไง มนุษย์เรามีปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิตได้ แล้วจิตใจคนที่ประเสริฐ เขาเป็นคนดีงาม เขาเป็นที่พึ่งอาศัยของสังคม เขาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่คุ้มครองดูแลประชาชนเพื่อให้มีความร่มเย็นเป็นสุขไง

ไม่ใช่หลอกให้เขาเป็นเหยื่อ อาศัยเขา อาศัยเขาเพื่อไปหาประโยชน์ให้ตนเองไง หลอกออนไลน์ๆ หลอกเขาไปทั่ว หลอกเขาไปทั่วเพราะอะไรล่ะ เพราะคนมันจนตรอก จนตรอกทำมาหากินไม่ได้ สิ่งต่างๆ เอาแต่เล่ห์เหลี่ยมของตนเองมาเพื่อประโยชน์ของตนๆ ไง

ถ้าเราเป็นชาวพุทธไง เรามีศีล โกหกมดเท็จ ศีล ๕ ศีล ๕ เราไม่โกหกมดเท็จ คนที่โกหกมดเท็จแล้วจะไม่ทำชั่วอย่างไร ไม่มีเลย เพราะมันโกหกแล้วโกหกเล่า โกหกจนจำไม่ได้ โกหกจนพันตัวมันเอง หน้าไหว้หลังหลอก

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ นะ เราต้องมีศีล เราต้องซื่อสัตว์กับเรา ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วพยายามตั้งใจทำให้จริงจังของเรา ถ้ามันสุดวิสัย นั่นน่ะกรรมของสัตว์

สิ่งที่เรายังไม่ได้ขวนขวาย ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเลย ว่าเราไม่มีวาสนาๆ

ไม่มีวาสนาอย่างไร เราเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน ประชาธิปไตย คนสิทธิเท่ากันนะ มีมือมีเท้าเหมือนกันทั้งสิ้นไง ทำสิ่งใดก็ได้ไง

แต่ด้วยวาสนาของคน วาสนาของคนที่ว่า ไอ้นั่นก็ไม่จำเป็น ไอ้นี่ก็ไม่จำเป็น

ไปนั่งสมาธิดู เวลาคนที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เราอยากให้เป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้นไปไม่ได้หรอก สิ่งที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะเขาต้องสร้างบุญกุศลของเขามา

ไอ้พวกเรา ดูสิ คนทุกข์คนจนลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง คนร่ำคนรวยเขามาขอลูกกันทั้งนั้นน่ะ เขาอยากมีลูกสืบสกุล คนรวยๆ จิตที่จะไปเกิดมันแสนยาก ไอ้คนทุกข์คนจนลูกเต็มบ้านเต็มเมือง เห็นไหม

จิตของคนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จะภาวนาให้ได้ตามความจริงน้อยนัก มันต้องมีปัญญาของมันไง ถ้ามีปัญญาของมันนะ สิ่งที่รู้ที่เห็นนั้นน่ะมันเป็นความจริงหรือไม่ แต่คนที่ไม่มีปัญญา จะรู้เห็นสิ่งใดก็ตื่นเต้นไปกับเขา ทรงเจ้าเข้าทรง อย่างนั้นเลยล่ะ

คนทรงเจ้าเข้าทรง นั่งอยู่ดีๆ มันก็ประทับทรง ไอ้นี่นั่งไปก็มีความสงบ นั่งไปแล้วก็บรรลุธรรมๆ เอาที่ไหนมาบรรลุ

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้ามันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย มันจะเป็นธรรมได้อย่างไร

ก่อนที่จะเป็นธรรมๆ มันต้องมีเหตุมีปัจจัย เห็นไหม

เราเกิดมาเรายังมีพ่อมีแม่ ถ้าเกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหม เขาก็โอปปาติกะ เกิดโดยกรรม เกิดโดยกรรมของเขา มันต้องมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น มันต้องมีเหตุมีผลของมัน มันไม่มีลอยมาจากฟ้าหรอก มันจะเกิดเองโดยธรรมชาติไม่มี มันจะเกิดเองๆ เกิดเองได้อย่างไร เกิดเองๆ ก็เกิดตามเวรตามกรรมนี่ไง โอปปาติกะ เกิดเองตามบุญตามบาป

แต่มรรคผลมันจะเกิดได้อย่างไรล่ะ ถ้ามันเกิดเองๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขวนขวายได้ขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าไม่มีวาสนานะ เวลาภาวนาล้มลุกคลุกคลานทั้งสิ้น แต่มันก็สมควรทำ สมควรทำเพราะอะไร

มันเป็นประโยชน์กับตนเองไง มันเป็นประโยชน์กับตนเอง จะล้มลุกคลุกคลานขนาดไหน ก็เราทำมาอย่างนี้ เราจะน้อยเนื้อต่ำใจไปกับเขา สิ่งที่เราทำของเรามาแบบนี้ เราก็ได้ของเราแบบนี้ไง

ถ้าเราทำคุณงามความดีของเราให้มากขึ้นๆ ไป ถ้าภาวนามยปัญญา ธรรมะอยู่ฟากตายๆ มันเอาตายเข้าแลกนะ ครูบาอาจารย์เรา ถ้ามันตาย อะไรตายก่อน ขอ ขอดู อะไรตายก่อน

ไอ้เราน่ะกลัวตาย วิ่งหนีมันหางจุกตูด

แต่ของเรา ครูบาอาจารย์ท่านเผชิญหน้ากับมันเลย ถ้ามันจะตาย อะไรตายก่อน เพราะว่าคำว่า ตาย” มันทำให้เราล้มลุกคลุกคลาน คำว่า ตาย” ทำให้ล้มเหลว คำว่า ตาย” ทำให้มันหลบหลีก คำว่า ตาย” มันยกเลิกหมดน่ะ เพราะอ้างว่าจะตาย แต่มันไม่ตาย แต่มันต้องตายซ้ำตายซากอยู่นั่นน่ะ

แต่ถ้าจะเป็นจะตายขึ้นมา ธรรมมะอยู่ฟากตาย เผชิญหน้ากับมันเลย ถ้ามีสติ มีผู้รู้อยู่ มันจะตายได้อย่างไร ผู้รู้ จิตนี้เคลื่อนออกจากร่างมันถึงได้ตาย ที่มันเจ็บอยู่นี่ มันเจ็บปวดอยู่นี่ มันเจ็บจะเป็นจำตายอยู่นี่ มันจะตายได้อย่างไรก็มันเจ็บมันปวดอยู่นี่ มันไม่ตายหรอก ถ้ามันตาย มันสลบ มันขาดสติไป อันนั้นน่ะใช่

ฉะนั้น อะไรจะตาย อะไรจะตาย ขอดูก่อน

แล้วไม่มีอะไรตายหรอก ครูบาอาจารย์เราท่านประพฤติปฎิบัติมา กิเลสมันตาย เวลากิเลสมันตายต่อหน้าต่อตานะ จับมันมามัดไว้ สมาธินี้จับมันไว้ ตัดมันด้วยปัญญา

สมาธิตัดกิเลสไม่ได้ แต่สมาธิเป็นตัวจับ มันจะตัดด้วยปัญญา

แล้วปัญญาอะไร

ปัญญาต้องเป็นภาวนามย มันรู้ได้ มันรู้ได้ที่ไหน

เวลามีเงินมีทอง เราใช้จ่ายไป เงินจะหมดไปจากเรา เรามีสมาธิขึ้นมา จิตใจจะมั่นคง จะมีความสุขของเรา เวลาสมาธิมันเสื่อมไป มันทุกข์มันร้อนแล้ว เพราะมันเป็นสัญญาๆ ไง

ถ้ามันเป็นสัญญาเพราะอะไร

เพราะสมาธิมันอ่อนลงๆ ถ้ามันอ่อนลง ระหว่างปัญญากับสัญญามันก็เทียบเคียงกันได้ แล้วถ้าปัญญา ปัญญาโลกๆ ปัญญาโลกๆ มันตรรกะ มันสำเร็จรูป

แต่ปัญญาปัญญาของเรานะ ปัญญาภาวนามยปัญญามันเริ่มต้นน่ะ เริ่มต้นถ้ามันซึมซับเข้าไปในใจมันก็มหัศจรรย์แล้ว แค่เขตนะ เขตอำนาจศาล นี้เขตอำนาจของกิเลส แล้วเขตอำนาจของธรรมที่เราจะสร้างขึ้นมาในใจของตนมันเป็นอย่างไร ถ้าคนมีปัญญา มันเทียบมันเคียงของมันไง

ไม่ใช่ว่ามันจะผุดเองมันจะรู้เอง แล้วปัญญาก็ส่งออกนั่นไง แล้วไม่รู้จักแยกแยะนะว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ไม่รู้จัก

แต่ครูบาอาจารย์ท่านสมบุกสมบันมาก่อน ท่านรู้

คนวิชาชีพสิ่งใด ชำนาญสิ่งใด เขาก็รู้ เขาก็เห็นหมดน่ะ เวลาวิชาช่าง แค่จับค้อนจับสิ่ว เขาก็รู้แล้วว่าไอ้นี่เป็นหรือไม่เป็น คนเป็นเขาจับสิ่วจับค้อน โอ้โฮ! เขาทำได้หมดน่ะ ไอ้นี่จับสิ่วจับค้อนมันก็ทุกข์ กลัวจะหลุดไม้หลุดมือ มันเกร็งจนทำอะไรไม่ได้

แค่จับสิ่วจับค้อน ช่างไม้เขาก็รู้แล้ว ไอ้นี่ภาวนาๆ เริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานอยู่ มันทำอย่างไร ถ้าเป็นจริง

วันพระ มันประเสริฐ ประเสริฐที่นี่นะ ประเสริฐที่หัวใจของเรานะ

เวลาเป็นโจรเป็นได้ตลอดเวลา เวลามันคิดร้าย มันคิดตลอดเวลา แล้วมันไปประเสริฐเสียที ถ้ามันประเสริฐ มันจะเป็นผู้ให้ มันเป็นผู้ให้กับชีวิตของเรา

ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด ชีวิตนี้ถึงเวลามันต้องพลัดพรากจากไป

แล้วใครดูแลมัน ใครดูแลมัน

ถ้ามีสติ ลมหายใจเข้านึกพุท ลมหายใจออกนึกโธ เราจะคุ้มครองดูแลของเรา แล้วถ้าเราไปรู้จริงเห็นจริงของเรา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตถ้ามันสงบระงับ มันมหัศจรรย์ในตัวมันเองนะ

แต่ตอนนี้มันไม่มหัศจรรย์เพราะอะไร

มันเป็นอารมณ์ อารมณ์เกิดจากจิตไง มันปกคลุมไปหมดเลย

ความคิดไม่ใช่จิต ถ้าความคิดเป็นจิต เราลืมแล้วต้องตาย เราคิดอะไรแล้วเราหยุดคิด ต้องตาย

ไม่เห็นตาย ลืมแล้วมาถามได้ ลืมแล้วถามได้ เดี๋ยวก็จำได้

ความคิดเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต แล้วความมคิด สัญญาอารมณ์มันทับถม ทับถมจิตของเรา ทับถมจนเป็นขี้ข้า ทับถมจนจะเป็นจะตาย เวลามันเครียด เวลามันโกรธ เกือบเป็นเกือบตาย

พุทโธๆๆ จนมันปล่อยวางหมด ปล่อยวางสัญญาอารมณ์ ปล่อยวางความคิด เห็นไหม สมาธิคือจิตเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

คำว่า ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น” แล้วที่มันคิด เป็นอารมณ์ไหม ที่ว่างๆ เป็นอารมณ์ไหม เทียบเคียงได้ แล้วถ้ามันไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันก็ตื่นเต้นแล้ว มันคืออะไร มันคืออะไร

ก็ตัวเราเอง จิตเราเอง แต่ตัวเองไม่เคยเห็นตัวเอง ตัวเองมีแต่กิเลสมาครอบงำ แล้วก็ทุกข์เจียนตาย ทุกข์เจียนตาย

เป็นสมาธิแล้วไม่ตาย โอ้โฮ! มหัศจรรย์มาก

แค่สมาธิ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้หรอก แต่ตัวสมาธินี่แหละ ตัวสัมมาสมาธิ ตัวจิตที่เป็นหนึ่งมันจะมีกำลังของมัน

สิ่งที่เราไม่รู้จักตัวเราเอง เราเที่ยวไปถาม เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอไง หายไหม หายไหม หายไหม เที่ยวไปถามหมอไง

แต่เป็นครูบาอาจารย์เรานะ เรารู้เอง ใช่ ไปหาหมอ ให้หมอบอกแนะว่ามันเป็นโรคอะไร แต่เราจะรักษาตัวเอง ไร้สาระ หมออยู่ข้างนอก เราจะรักษาตัวเราเอง พอจิตมันสงบระงับเข้ามาแล้วมันจะรู้จักตัวมันเอง ถ้ารู้จักตัวมันเอง มันจะทึ่งในพระพุทธศาสนา มันจะทึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนี้เป็นผู้เบิกเข้าไปหากิเลสในใจของตน

แต่นี่เราไม่มีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง เรามีแต่กิเลสมันครอบงำไง แล้วกิเลสก็ชักจูงไง แล้วกิเลสมันก็บังเงาไง บรรลุธรรมๆ

ทะลุธรรม ไม่ใช่บรรลุธรรม เขาทะลุวัง เราทะลุธรรม ทะลุเลย แล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา

แต่ถ้าเราฝึกหัดของเรา ฝึกหัดของเรานะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เรารู้เราเห็นเอง

แล้วก็อ้างกันนัก กินเองก็อิ่มเอง

กินอะไรล่ะ กินยาพิษตายนะ สารหนู ไซยาไนด์ กินเข้าไปสิ ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น กินเข้าไป

กินอะไร กินมันต้องมีสติมีปัญญาของมันสิ

กินเองก็อิ่มเอง แล้วก็เยินยอตัวเองอยู่อย่างนั้นน่ะ ธรรมมะมีอยู่โดยดั้งเดิม มันต้องไปรู้ไปเห็นของมัน

จิตนี้มีอยู่โดยดั้งเดิม จิตนี้ไม่เคยตาย ทุกข์เจียนตายก็ไม่ตาย ทุกข์เจียนตายแล้วมันก็ผ่อนให้หายใจนิดหนึ่ง แล้วก็ทุกข์ต่อไป ทุกข์ต่อไป เสร็จแล้วเดี๋ยวมันก็ผ่อนให้อีกหน่อยหนึ่ง ทุกข์เจียนตาย แต่ไม่ตาย ไม่มีวันตาย จิตไม่มีวันตาย

ตายจากมนุษย์ มันก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรกเดรัจฉาน เกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหม มันก็ไปเกิดของมัน มันมีอะไรตาย แต่สมมุตินี่ตาย สมมุติว่าเกิดเป็นมนุษย์ภพชาติหนึ่ง มันตาย แต่จิตมันไม่เคยตายๆ ถ้ามันพิสูจน์ได้ มันพิจารณาของมันได้ นั่นน่ะไม่โกงตัวเอง รักษาตัวเอง

ไปหาหมอๆ ไง หมอคือผู้แนะนำไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราชี้ทางเท่านั้นไง เราชี้ทางเท่านั้น เธอต้องประพฤติปฎิบัติขึ้นมาเอง มันเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

เพราะมันรู้โดยจิตของตน แล้วมันละเอียดมันลึกซึ้งเข้าไป พอมันเป็นภาวนามยปัญญาขึ้นมา มันมหัศจรรย์ตัวของมันเอง ปัญญาที่มันรวดเร็วได้ขนาดนี้ มันเท่าทันความคิดทั้งหมด แล้วมันจับความคิดมาแยกมาแยะ เพราะความคิดเป็นธรรมารมณ์ เป็นสัจธรรมอันหนึ่งที่เรากลับมาแยกมาแยะมัน

เวลามันแยกมันแยะ มันคลายออกๆ แล้วคลายออกที่มันร้อยรัดไว้นั้นมันคืออะไร

ร้อยรัดด้วยสังโยชน์ไง มานะ ๙ ทิฏฐิมานะในใจของตนร้ายกาจนัก เวลามันร้ายกาจแล้วใครไปรู้ไปเห็นมัน ไม่มีใครรู้เห็นมันหรอก แล้วจับตัวมันไม่ได้

จิตเดิมแท้นี้ผ่องใสๆ ผ่องใสคืออวิชชา ผ่องใสๆ นั่นคือเจ้าวัฏจักร ไอ้ผ่องใสๆ จิตว่างๆ สว่างๆ นั่นอวิชชาทั้งนั้นน่ะ

กิเลส อุปกิเลส กิเลสอย่างหยาบๆ ไง ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง อุปกิเลสคือความไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้อะไรเลย บรรลุธรรม

มันเป็นไปได้อย่างไร

มันมีอยู่แล้วดั้งเดิม มันอิ่มเอง

อิ่มเองก็ยาพิษไง ยาพิษที่มันหลอกลวงภพชาตินี้ภพชาติหนึ่ง แล้วก็ต้องตายไป พอตายไปแล้วบรรลุธรรมไหม

แต่ถ้าเป็นความจริง มันไม่ต้องตายไป มันรู้เดี๋ยวนี้ มันรู้ขณะนี้ กิเลสขาดดั่งแขนขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

เราเข้าใจผิดในเรื่องชีวิตนะ เราเข้าใจผิดในเรื่องของร่างกายเรานี้นะ เราว่าเป็นของเราๆ ถ้าของเรา เราต้องสั่งมันได้ ของเรา เราต้องสั่งไม่ให้มันตาย ของของเราต้องสั่งไม่ให้มันหิว ของเรา เราสั่งให้เราสวยงามตลอดไป มันสั่งไม่ได้ มันไม่ใช่ของเรา

แต่มันเป็นบุญกุศลที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์ไง มนุษย์มีกายกับใจๆ ร่างกายนี้อยู่กันในภพชาตินี้ไง แต่จิตใจที่มันได้มา มันทำมา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาทำบุญทำกุศลมามากน้อยขนาดไหน ถ้าทำบุญทำกุศลมามากมายมหาศาล มันก็เป็นที่ความรู้สึกนึกคิดไง มันเป็นจริตนิสัยที่ดีงามไง

แต่ถ้ามันทำมาของมัน มันเกิดจากเป็นพาลชน พาลชนมันบีบคั้นใจของตนไง มันบีบรัดใจตน ใจตนทุกข์เจียนเป็นเจียนตาย แล้วใครทำ ใครทำ คิดเอง ก็คิดเอง ใครทำ

ก็กิเลสในใจมันทำ แต่ไม่รู้จักมัน หามันไม่ได้ไง

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์เราท่านประพฤติปฎิบัติแล้วนะ ท่านต้องขุดคุ้ยค้นคว้าหามันให้เจอ ถ้าหากิเลสเจอนะ เออ! ครูบาอาจารย์เราเจอกิเลสนะ เอาล่ะ ได้แล้ว คือได้ตัวแล้ว ต่อไปนี้ก็ต้องใช้ปัญญาแยกแยะแล้ว ด้วยมรรคญาณ ด้วยธรรมจักร เวลามันพิจารณาของมันไป เวลามันสมุจเฉทปหาน

ถ้าพิจารณาเท่าทันๆ มันก็ปล่อยเฉยๆ แต่สมุจเฉทปหาน กิเลสมันขาด สังโยชน์มันขาด ดั่งแขนขาด

แล้วขาดที่ไหน

ขาดในใจของตนนั่นน่ะ แล้วถ้าขาดในใจของตน ก้มลงกราบพระพุทธเจ้า กราบแล้วกราบอีก กราบพระพุทธเจ้าเพราะอะไร เพราะสิ่งที่ได้มานี้พระพุทธเจ้าเป็นผู้บุกเบิก สิ่งที่ได้มานี้พระพุทธเจ้าเป็นคนชี้นำ แล้วเราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราด้วยความจริงใจของเรา ด้วยความมุมานะของเรา ให้มันเป็นจริงเป็นจังในใจของเรา

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุไง มันมีเหตุมีผลสมบูรณ์แบบของมัน มันถึงจะเป็นอย่างนั้นไง ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มันสมควร สมดุลพอดี มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่แบ่งครึ่ง

แบ่งครึ่ง กิเลสครึ่งหนึ่ง ธรรมครึ่งหนึ่ง แล้วกิเลสเอากินหมดเลย

แต่ถ้ามันเป็นจริงไง ทางสายเอก มัคโค ไม่มีใครมาแบ่ง ไม่มีใครมายุ่งเหยิงได้ มันสัมปยุตเข้าไป สัมปยุตรวมตัวลง มรรคสามัคคี มันรวมตัวลง สัมปยุตเข้าไป สัมปยุตทำลายกิเลส ฆ่ากิเลสแล้ว วิปปยุตมันคลายออกมาเป็นปกติไง กิเลสตายหมดเลย แล้วหัวใจมันยิ่งใหญ่

ในพระพุทธศาสนานะ แล้วมีอยู่ศาสนาเดียว ลัทธิศาสนาอื่นไม่มีคำสอนอย่างนี้ ลัทธิอื่นศาสนาอื่นต้องบูชา อ้อนวอนให้เมตตา ได้คุ้มครองเราด้วย ก็เข้าทรงไง เจ้าพ่อ เจ้าพ่อเขาคุ้มครองเรา แต่พระพุทธศาสนาไม่ใช่

ทำเอง รู้เอง ฆ่ากิเลสเอง กำจัดทุกข์ในใจของตนเอง เป็นวิมุตติสุขๆ สุขเหนือโลก สุขไม่เป็นแบบโลก สุขที่ไม่กลับกลอก สุขที่ไม่หน้าไหว้หลังหลอก สุขที่ไม่ปลิ้นปล้อน เป็นสุขโดยสัจจะความเป็นจริง

แล้วสุขอย่างไรล่ะ

ก็ต้องปฎิบัติสิ อยากรู้ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ฝึกหัดปฎิบัติขึ้นมาให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของเรา

หัวใจเรียกร้องให้คนคุ้มครองดูแลมัน เราจะดูแลด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยการฝึกหัดให้เราเป็นคนดี แล้วปฎิบัติดี

ผู้ใดปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือสัจธรรมตามความเป็นจริงนั้น ท่ามกลางหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฎิบัตินั้น เอวัง